วันเสาร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2557

การร้องของเด็กอ่อนสื่ออะไร

เด็กอ่อนอายุไม่เกิน 1 ขวบปี ส่วนใหญ่ยังพูดไม่เป็นคำ บางคนยังพูดไม่ได้เลยก็มี
ลำบากคุณพ่อคุณแม่ไปนำเขียดมาแตะปากเอาเคล็ดตามโบราณ
หนูน้อยของเราไม่สามารถบอกพ่อแม่ได้ว่าต้องการอะไร
ได้แต่สื่อสารออกมาในรูปแบบการ ร้องไห้

วันนี้แม่ค้าจะอธิบายรูปแบบการร้องไห้ของเด็ก แบ่งได้ ดังนี้ค่ะ
1. ร้อง เพราะไม่สบายตัว
จะแสดงอาการ ร้องและขยับตัวไปมา
ให้สำรวจที่ก้นลูกก่อนเลย ดูกางเกงผ้าอ้อมว่ามีอุจาระ หรือปัสสาวะเต็มหรือไม่
ชุดที่สวมใส่มีปัญหาหรือเปล่า เช่น สายผูกไปพันแขน ขากางเกงรุ่มร่าม เป็นต้น

2. ร้อง เพราะหิวแล้วจ้า
จะแสดงอาการ ร้อง เมื่ออุ้มจะหยุดร้อง และพยายามใส่ปากไซ้หานมเพื่อดูด ดูไม่ยากเลยค่ะ
เสียงร้องของเด็กจะไปกระตุ้นฮอร์โมนคุณแม่ให้หลั่งน้ำนมออกมาได้ด้วย มหัศจรรย์ใช่ไหมค่ะ

3. ร้องเพราะเจ็บปวด
จะแสดงอาการ ร้องเสียงแหลม เมื่ออุ้มก็ไม่ยอมหยุดร้อง
ความเจ็บปวด แยกได้ คือ ปวดภายในร่างกาย และถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
การเจ็บปวดภายในร่างกาย เช่น ปวดท้อง ท้องอืด ถ่ายไม่ออก เด็กจะร้องไห้ไม่หยุด

กรณีท้องอืดจากนมไม่ย่อย ทางแก้ คือ ทานยาน้ำไกร๊ปวอเตอร์ แล้วอุ้มพาดบ่า
ซึ่งท้องอืดเป็นเรื่องที่พบบ่อยมากๆในเด็กอ่อน ต้องไม่ตกใจกลัวจนเกินไปนะค่ะ
สาเหตุท้องอืด เกิดจากนมไม่ย่อย ส่วนใหญ่มาจากนมชง
ดังนั้นเด็กที่ดูดนมเป็นประจำจะไม่พบปัญหานี้ค่ะ

ส่วนถ่ายไม่ออก เป็ยท้องผูก จะกินวลา 3-4 วัน หากเข้าวันที่ 5แล้วยังถ่ายไม่ออก ควรพบแพทย์เพื่อทำการสวนทวาร แต่แม่ค้าแนะนำว่าไม่ควรสวนบ่อย(ซึ่งแพทย์ก็ไม่แนะนำ) เพราะจะทำให้เด็กไม่มีความพยายามเบ่งอุจจาระด้วยตัวเอง
เทคนิคเล็กของแม่ค้าคือ
- จับเด็กนอนราบ
- ยกขาขึ้นนวดใต้เท้าเด็กด้วยนิ้วโป้งทั้ง2 ข้างพร้อมกัน
 

- และเมื่อเวลาที่เด็กพยายามเบ่งอุจจาระ ส่งเสียงเชียร์ พูด อี๊ด..อืด.. เป็นจังหวะ
- พร้อมกับดันขา คลายอยู่ท่าย่องๆ ขยับเป็นจังหวะการเบ่ง




ส่วนเจ็บปวดจากแมลงสัตว์กัดต่อย จะมีอาการดิ้นไปมา ต้องพยายามกำจัดแมลงให้โดยเร็ว
แมลงที่มารบกวนก็มี ยุง ศัตรูสำคัญเป็นพาหะนำโรคร้ายอย่างไข้เลือดออกต้องระวังมากๆค่ะ
และทิ้งรอยกัดเป็นจุดดำ หลายวันกว่าจุดดำจะหาย ผิวเด็กเบาะบางมากค่ะ
มด ก็เป็นสิ่งที่ต้องระวัง เพราะคราบน้ำนมจะเป็นอาหารเรียก มดอย่างดีที่เดียว
ถ้ามดกัด ตุ่มรอยกัดจะแดง และทำให้คันเป็นตุ่มใหญ่กว่ายุง

4. ร้องเพราะหนูเหงา อย่าทิ้งหนูไปนะ
จะแสดงอาการร้อง พยายามมองหาคนภายในห้อง อายุที่ยืนได้แล้วจะเกาะยืนดูรอเลยที่เดียว
เมื่อคุณพ่อคุณแม่เข้ามาหาและอุ้มขึ้นจะหยุดร้อง
เป็นช่วงวัยจะเริ่มจำหน้าคุณพ่อคุณแม่ได้แล้วค่ะ จะไม่อยากอยู่คนเดียว เวลาเห็นคุณพ่อคุณแม่เดินออกจากห้องจะร้องตามทุกครั้ง

การร้องของเด็กอ่อนมีไม่กี่อย่าง แต่สิ่งสำคัญอยุ่ที่คุณแม่คุณพ่ออย่าตื่นตระหนกไปตามเสียงร้อง
เสียงร้องที่ดังอาจจะทำให้เรารู้สึกหงุดหงิด เครียดบาง แต่ต้องมีสติ หากรู้สึกโมโหไม่ไหวจริงๆ ให้เิดินออกมาสูดอากาศให้อารมณ์เย็นลง เพราะเด็กไม่สามารถพูดได้ สื่อสารได้ทางเดียวคือ การร้องไห้
แม่ค้าขอเป็นกำลังให้ทุกครอบครัวค่า



วันพุธที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2557

ใส่ใจลูกก่อนจะสายเกินไป

วันนี้แม่ค้าพาลูกไปเล่นสนามเด็กเล่นแถวใกล้ๆลานย่าโม
ต้องบอกว่าทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางแย่ลง
สถานที่โทรมมากค่ะ เครื่องเล่นถูกพ่นเขียนต่างๆ และชำรุด บางชุดชิงช้าขาด ที่เล่นได้มีอยู่1ชุดเท่านั้น

เมื่อแม่ค้าและลูกไปถึงเครื่องเล่นเด็ก ก็มีกลุ่มเด็กนักเรียนประมาณมัธยมต้นเล่นกันอยู่ 4-5คน
กำลังเล่นสนุกเลยนะค่ะ ลูกแม่ค้าก็เข้าไปร่วมเล่นด้วย พี่ๆก็ให้นั่งชิงช้าใจดีมากค่ะ

แม่ค้าเหลือบเห็นกลุ่มวัยรุ่นผู้ชายกลุ่มหนึ่งนั่งบนมอเตอร์ไซด์และจักรยาน มองมาที่กลุ่มน้องๆนักเรียน
และมีคนหนึ่งนำจักรยานมายืนใกล้ที่เครื่องเล่น ทำท่าอยากรู้จักและพูดคุยกับน้องๆนักเรียน
แต่ยังดีที่กลุ่มน้องๆเค้าไม่ได้สนใจอะไร
 แม่ค้าอดเป็นห่วงไม่ได้ และก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะแม่ค้ามากับลูกแค่เพียงลำพังและพาลูกเลิกเล่นกลับบ้านมาค่ะ

เด็กเมื่อเข้าช่วงวัยรุ่น อายุที่เริ่มมีสังคม เริ่มอยากรู้จักคนข้างนอกมากขึ้น เป็นช่วงที่เรียกว่า หัวเลี้ยวหัวต่อ
คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลและใกล้ชิดเสมอ ใช้เหตุและผลกับลูก ควรประกบลูกตั้งแต่เล็กจนถึงมัธยมต้น
เพราะเด็กที่มีปัญหามาก คือช่วงมัธยม เพราะจะมีความคิดและรักความเป็นส่วนตัวสูง ติดเพื่อนมาก
ปัญหาที่ต้องเจอคือ ค่าโทรศัพท์ ความรักในวัยเรียน การเรียนตก เป็นต้น

การใช้ความรุณแรง การตี มักไม่ได้ผลกับลูกแล้ว ลูกจะไม่กลัว แต่จะยิ่งทำให้ลูกหัวดื้อไม่เชื่อฟังค่ะ
ทางที่ดีต้องให้เด็กเิปิดใจ คุณพ่อคุณแม่ต้องพร้อมเป็นผู้รับฟังที่ดีเสมอ

หากเด็กทำผิด ที่ไม่ร้ายแรงเกินไป ต้องให้อภัยและไม่ดุด่ารุณแรง ให้ชมด้วยว่ามีอะไรให้บอกคุณพ่อคุณแม่ตรงๆ และต้องไม่พูดจาประชดหรือสอดเสียด เพราะไม่ช่วยให้ทุกอย่างดีขึ้น กลับทำให้เด็กโกธรและมีพฤติกรรมต่อต้านมากขึ้นค่ะ


ทุกวันนี้เทคโนโลยีทันสมัยมีมือถือ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ้ค อินเตอร์ เด็กสามารถหาสังคมออนไลนได้ง่ายดาย แต่เราๆจะทราบได้ไหมว่า เพื่อนๆที่ลูกเราคบหาเป็นคนดีหรือไม่ เพื่อนใหม่เจตนาต้องการมารู้จักเพื่อทำสิ่งไม่ดีกับลูกเราหรือเปล่า


คุณพ่อคุณแม่ไม่สามารถอยู่กับลูกได้ตลอดเวลา แต่สามารถทำให้ลูกมีความคิด แยกแยะสิ่งที่ดีและไม่ดีได้ค่ะ

สรุปคือ คุณพ่อคุณแม่ต้องพร้อมรับฟังและดูและเอาใจใส่ลูกในช่วงวัยรุ่นให้มาก ลูกจะได้ไม่เสี่ยงการเกิดปัญหาเรื่องการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีทันสมัยและก็มีคนไม่ดีเข้ามาวนเวียนรอบๆตัวลูกเราได้ตลอดเวลาค่ะ

คุณแม่เลี้ยงลูกอ่อน หงุดหงิดง่ายคุณพ่อต้องเข้าใจ

เมื่อคุณแม่ได้คลอดลูก การดูแลเลี้ยงลูกคุณแม่จะมีบทบาทสำคัญมากที่สุด
ไม่ว่าจะเป็นการให้นมลูก อาบน้ำ พาเข้านอน และดูแลเรื่องแมลงสัตว์ต่างๆไม่ให้มากัดลูกน้อย
แล้วทำไมคุณแม่ถึงมักจะหงุดหงิดง่ายเสมอ เวลาที่คุณพ่อจะคุยอะไรก็ดูเหวี่ยงมาเป็ฯประจำ
ช้อปทูคิดส์ขอเล่าสาเหตุให้คุณพ่อหรือคนรอบข้างคุณแม่อ่าน ดังนี้ค่ะ

1.คุณแม่ต้องอดนอนเป็นประจำ
การอดนอน ทำให้ร่างกายฟื้นตัวช้าจากการสูญเสียเลือดและซ่อมแซมเซลส่วนที่เสื่อมสภาพในร่างกายทำงานช้าลง ทำให้มีอาการล้า เพลีย และมีความให้หงุดหงิดได้

2.ฮอร์โมนการเปลี่ยนแปลงต่างๆของร่างกายคุณแม่
เปรียบเทียบคล้ายคุณแม่เป็นประจำเดือนนะค่ะ แต่ฮอร์โมนนี้ จะทำให้สภาพจิตใจหม่นหมอง น้อยใจ
หากคุณแม่อยู่คนเดียว เลี้ยงลูกคนเดียวบ่อยๆ ฮอร์โมนนี้จะมีส่วนมากให้คุณแม่เครียดมากขึ้นนะค่ะ

3.อาการเจ็บแผลจากการผ่าตัด
โดยเฉพาะผ่าตัดหน้าท้อง ช่วงเดือนแรกแผลจะระบม เดินลูกนั่งนอนต้องค่อยๆ และรักษาความสะอาดเสมอไม่ให้ติดเชื้อ และยังต้องอุ้มลูกน้อยอีก

4.การอยู่บ้านหรือห้องไม่ได้ออกไปไหนเป็นเดือนๆ
 เพราะต้องอยู่เลี้ยงลูก การที่จะพาเด็กอ่อนแรกเกิดไม่ถึง 3 เดือนออกไปเที่ยวตามห้าง หรือเดินสวนสาธารณะไม่แนะนำค่ะ เสี่ยงต่อโรคที่มากับอากาศ เด็กจะป่วยและทานยาไม่ได้
คุณแม่จำเป็นต้องอยู่ดูแลลูกน้อยในบ้านเป็นระยะเวลาเป็นเดือน อาจจะเกิดความเบื่อหน่ายได้

5.การเลี้ยงลูกคนเดียวโดยไม่มีคนช่วย
บางครั้งคุณแม่ต้องการพักบ้าง การดูลูก ดูเหมื่อนง่ายๆไม่มีอะไร แต่ละเอียดอ่อนนะค่ะ
อาทิ
ระวังไม่ให้ยุง,มดกัด 
การนอนต้องคอยมาดูว่าลูกหันหน้าหายใจออกหรือไม่
ลูกไม่นอน ต้องกล่อมใช้ทุกวิธี
ร้องงอแง ต้องปลอบให้สงบลง บางครั้งไม่รู้สาเหตุก็จะเดาว่าเป็นวันพระบ้าง
ถ้าลูกป่วย เด็กที่อายุไม่เกิน 6 เดือน ช้อปทูคิดส์บอกได้ค่ะ คุณหมอส่วนใหญ่ไม่ค่อยอยากให้ยา
ยาที่ดีที่สุดสำหรับลูก คือนมแม่นั้นเอง

6.คุณแม่อยากให้คุณพ่อเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลลูกบ้าง
เป็นข้อสำตัญที่สุึด ถึงแม้จะแค่อุ้มลูกอย่างเดียว คุณแม่ก็พอใจแล้วนะค่ะ
หากคุณพ่อเข้ามาอยู่ใกล้ๆ คุณแม่บ่อยๆ กลับจากที่ทำงานแล้ว สอบถามคุณแม่เรื่องลูกและคุณแม่ว่าเป็นยังไงบ้าง ปัญหาการทะเลาะกัน และความหงุดหงิดของคุณแม่ก็จะหายไป

ทุกสิ่งอย่างการเป็นครอบครัวกันแล้ว มีลูกน้อยเป็นโซ่คล้องใจ การใช้ชีวิตคู่ก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลง
มีการปรับตัวของคุณพ่อและคุณแม่ ปรับความเข้าใจ เอาใจเค้ามาใส่ใจเรา
ชีวิตคู่และครอบครัวก็จะมีความสุขและราบรื่นค่ะ


วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557

เด็กทะเลาะกันพ่อแม่ต้องมีส่วนร่วมได้หรือไม่

วันนี้แม่ค้าพาลูกไปเล่นบ้านบอลในห้าง เจอเหตุการณ์ ผู้ปกครองทะเลาะกันเรื่องลูกโนรังแก
ดูเด็กจะไม่เืดอดร้อนอะไร เพราะเล่นสนุกต่อ แต่ผู้ใหญ่ยังยืนเถียงกันเสียงดัง


เมื่อเวลาเด็กไปเล่นด้วยกันตามที่สาธารณะ หรือที่โรงเรียน
การปะทะกันจนเกิดการทะเลาะของเด็กย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา
เช่น ผลักกัน ,ตีกัน และวิ่งชนกระแทกล้มกันบ้าง

การทะเลาะของเด็กก็เริ่มต้นขึ้นตามสัญชาติญาณการปกป้องตัวเองบวกกับอารมณ์ความเป็นเด็กด้วยในช่วงขณะนั้นนะค่ะ
แต่เมื่อแยกกันไปแล้ว ไม่เกิน 1 ชั่วโมง เด็กส่วนใหญ่จะลืมเหตุการณ์ทะเลาะกันไป
เด็กบางคนอาจจะลืมไปเมื่อข้ามวันถัดไปก็มี
เพราะความเป็นเด็ก สิ่งที่ใช้คืออารมณ์มาก่อนเหตุผล

ดังนั้นท่านผู้ปกครองคุณพ่อคุณแม่ควรควบคุมอารมณ์ให้เย็นก่อน ใช้วิจารณญาณให้ถี่ถ้วน
หากลูกของเราถูกทำร้าย ไม่ถึงกับบาดเจ็บขั้นรุณแรง เช่นเลือดไหล กระดูกหัก

การที่เราไปตำนิเด็กอีกคนหนึ่ง เพื่อปกป้องลูกของเราเอง
จะทำให้เด็กคนนั้นกลัวได้ และอาจจะมีปากเสียงกับผู้ปกครองของเด็กคนนั้น
ถึงแม้ว่าลูกของเราโดนรังแก เป็นฝ่ายถูกก็ตาม
แต่เป็นเรื่องของเด็กทะเลาะกัน ผู้ใหญ่ไม่ควรมายุ่งเกี่ยว

เพราะ เด็กไม่มีวุฒิภาวะที่ดีพอจะเข้าใจในสิ่งที่คุณจะต่อว่า
แต่ถ้าอุปนิสัยเด็กเป็นคนเกเร ชอบแกล้งเพื่อน ทำร้ายเพื่อน
สิ่งที่ควรทำคือแจ้งคุณครูเพื่อทำการสั่งสอน และบอกลูกของคุณเองให้ไกลห่างเด็กที่รังแกเพื่อน
ยังดีเสียกว่าที่คุณจะมีปัญหากับผู้ปกครองของเด็กคนนั้นมากกว่าค่ะ

อย่าลืมนะค่ะ ลูกใครๆก็รัก ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ดี มีนิสัยยังไง
ในสายความเป็นคุณพ่อคุณแม่ ลูกก็ยังเป็นที่หนึ่งอยู่เสมอ

ลดการปะทะคารมและสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกันดีกว่าค่ะ

วันเสาร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เมื่อลูกตัวน้อยเริ่มไม่เชื่อฟัง

พอลูกหัวแก้วหัวแหวนเริ่มเติบโตเข้าสู่วัยช่วงอายุ 3 ขวบขึ้น
การพัฒนาการไปอีกขั้นที่คุณพ่อคุณแม่ที่ขึ้นขั้นปวดหัวไปตามๆกัน นั้นคือ
ลูกเริ่มไม่เชื่อฟังตามที่เคยสั่งสอนไว้ บอกกล่าวอะไรก็ดื้อ และมีโต้เถียง

ช่วงอายุนี้เด็กเริ่มมีความคิดเป็นของตัวเอง และมีความรู้สึกรู้ถึงความต้องการของตัวเองดีขึ้น
อยากมีอิสระทางความคิด มีความสนใจ เสาะหาใคร่อยากเรียนรู้สิ่งรอบกาย

สังเกตุเด็กได้จาก เด็กเริ่มมีคำถามมากขึ้น
จนได้มาของฉายา เจ้าหนูทำไม??

ถ้าลูกของคุณพ่อคุณแม่เริ่มไม่เชื่อฟัง ขอให้มองว่าไม่ใช่เป็นปัญหาเรื่องใหญ่
วิธีการแก้ไข คือ ต้องใช้เวลาการพูดคุยมากขึ้น และคุณพ่อคุณแม่ต้องมีความอดทนสูงพอสมควร

เพราะเด็กอาจจะไม่รับฟังเท่าที่ควร การอธิบายสิ่งที่เด็กนึกภาพได้ชัดเจน จะเป็นการชักนำให้เด็กได้เข้าใจมากขึ้น บอกถึงในสิ่งที่เด็กรับรู้ได้ใกล้ตัวที่สุด
เช่นเด็กดื้อไม่ยอมรัปประทานผัก การสอนคือ ให้บอกว่า ถ้าไม่ทานผักจะทำให้อึแข็ง เจ็บก้น เป็นต้น

พอเข้าสู่วัยอายุประมาณ 6 ขวบขึ้นไป เด็กก็จะเริ่มเรียนรู้สิ่งที่ถูกต้องมากขึ้น
การบ่มสอนให้เด็กได้รู้จักสิ่งที่ควร ขึ้นอยู่กับการสอนแต่ละครอบครัว

ดังนั้นการใช้เวลาอยู่กับลูกเป็นสิ่งจำเป็นมาก การใช้ความรุณแรงโดยการทุบ ตี ไม่แนะนำให้นำมาใช้กับเด็ก เนื่องจากจะทำให้เด็กไม่เข้าใจในสิ่งที่ควรรู้ แต่เด็กกลับได้รับความรู้สึกกลัวและความเจ็บจากการใช้กำลังเท่านั้น..

ฉะนั้นขอฝากทุกๆครอบครัว ก่อนลงมือตีเพื่อสั่งสอนบุตรหลานของท่าน
ควรมีการอธิบายให้เด็กเข้าใจ หากเด็กเพิกเฉย ดื้อดึงไม่รับรู้

การนำเด็กออกจากจุดที่เกิดปัญหาไปอีกที่หนึ่ง เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเป็นอีกวิธี ที่จะลดความก้าวร้าวของเด็กลง และเด็กจะสามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
คุณพ่อคุณแม่อาจต้องเหนื่อยสักนิด ในการพูดอธิบายให้เด็กช่วงวัยนี้รับฟัง
หากเลยระยะนี้ไปได้ เด็กจะเติบโตได้อย่างมีคุณภาพมากค่ะ

วันอังคารที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2556

เมื่อแม่ให้กำเนิดลูกต้องผจญกับอะไร

ลูกเมื่อได้กำเนิดจากแม่ ในวันแรกที่คลอดลืมตาดูโลก สัญชาติของความเป็นแม่และความรักที่บริสุทธิ์หาที่ใดเปรียบได้ เรียกได้ว่ายอมตายแทนลูกได้ ความรักที่ไม่ต้องการสิ่งตอบแทน มีแต่การให้

ในบทความนี้ขอเน้นคุณแม่ที่มีความเป็นแม่จริงๆนะค่ะ
เมื่อถึงกำหนดการคลอดลูก 
คุณแม่ต้องเสี่ยงกับความตาย เพราะต้องมีการผ่าท้อง หรือคลอดตามธรรมชาติ เสี่ยงต่อการเสียเลือดมาก เพราะอาจตกเลือดได้ตลอดเวลา หรือเสี่ยงต่อการติดเชื้อหลังการคลอด

หลังคลอด
- ต้องทนการเจ็บของแผลผ่าตัด บางรายอาจใช้ระยะเวลาเป็นเดือน

- และต้องทนกับอาการปวดเมื่อยที่กระดูกสันหลังเพราะคุณแม่ที่เลือกการ บล๊อคหลังต้องทำการฉีดยาที่กระดูกสันหลัง(ซึ่งต้องทนอาการคันเนื่องจากผลข้างเคียงของยา)

- ต้องอาบน้ำอุ่น หรือร้อนกว่าคนปกติ เนื่องจาก การอาบน้ำที่อุณหภูมิห้องหรือเย็นกว่า จะเกิดอาการหนาวใน เพราะเส้นเลือดของคุณแม่ช่วงตั้งครรภ์จะมีการสูบฉีดโลหิตที่แรงเกิดความร้อนกว่าคนร่างกายปกติค่ะ การอาบน้ำเย็นทำให้เส้นเลือดหดตัวเกิดอาการหนาวสั่น ไม่สบายได้

-ต้องเลือกทานอาหาร ที่ไม่รสจัด ไม่เผ็ด เพราะจะมีผลต้อน้ำนมที่ให้ลูกดูดได้ การทานเผ็ดจะทำให้เด็กท้องเสียได้

- พักผ่อนนอนมาก เพราะเด็กแรกเกิดจะตื่นบ่อย เกือบทุกชั่วโมง เนื่องจากยังปรับตัวไม่ได้และหิวบ่อย

- ไม่มีเวลาส่วนตัวเลย เพราะต้องอยู่ดูแลลูกตลอด 24 ชั่วโมง มีเวลาเต็มที่คือทานข้าวและอาบน้ำ

- มีภาวะเครียด หงุดหงิด น้อยใจ เนื่องมาจากฮอร์โมน


ถึงแม้ว่าจะเหนื่อยหรือลำบากเพียงใด กับการได้เห็บลูกได้เติบโต มีพัฒนาการที่เปลี่ยนไปและดีขึ้นเรื่อยๆ เท่านี้คุณแม่และคุณพ่อก็หายเหนื่อย และมีความสุขแล้ว ไม่ต้องการอะไรจากลูกค่ะ